วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559

รีวิวหนังสือ อัจฉริยะ 100 หน้า ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น


เมื่อพูดถึงญี่ปุ่น เชื่อว่าหลายคนคงจะให้ความสนใจกันมากเป็นพิเศษ เพราะในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่เข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยส่วนหนึ่งก็มาจากประเทศญี่ปุ่น แต่หากจะพูดถึงประวัติศาสตร์บ้าง เชื่อว่าหลายๆคนถึงแม้จะสนใจ เพราะมันเป็นรากเหง้าของสังคม และเป็นพัฒนาการต่างๆที่หล่อหลอมมาสู่ความเป็นปัจจุบัน แต่ด้วยความยาวนานและซับซ้อนของประวัติศาสตร์ทำให้มันยากที่จะทำความเข้าใจ หลายๆคนจึงมองข้ามหนังสือประวัติศาสตร์ไปทั้งๆที่อยากจะลองสัมผัสมัน และยิ่งเป็นประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาติที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายต่อหลายครั้ง ประกอบกับชื่อภาษาญี่ปุ่นที่ยากต่อการทำความเข้าใจด้วยแล้ว การจะหยิบหนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นขึ้นมาอ่านในแต่ละครั้งนั้นก็ต้องคิดแล้วคิดอีก
เราเป็นหนึ่งคนที่ค่อนข้างจะสนใจในทางประวัติศาสตร์และประเทศญี่ปุ่นมากเป็นพิเศษ เคยหยิบหนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเล่มหนาๆขึ้นมาอ่านหลายครั้ง แต่แล้วก็ต้องแพ้ใจและแพ้ทางความง่วงทุกครั้งไป ความตั้งใจในการอ่านให้จบมันก็เลยต้องล้มเลิกไปทุกที แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็ได้นำพาเราให้พบกับหนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง ในร้าน B2S ชื่อของหนังสือเล่มนี้สร้างความสนใจให้กับคนรักในประเทศญี่ปุ่นและชื่นชอบประวัติศาสตร์แต่อ่านหนังสือเล่มหนาๆนานๆไม่ได้อย่างเรามากเป็นพิเศษ และชื่อหนังสือที่ว่านั่นก็คือ "อัจฉริยะ 100 หน้า ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น" ของทางสำนักพิมพ์อมรินทร์ เรารีบคว้าหนังสือเล่มนั้นไปจ่ายเงิน แล้วรีบกลับบ้านมาอ่านทันที เพราะหวังว่าจะเป็นอัจฉริยะในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นจาก 100 หน้ากระดาษตามชื่อของหนังสือ
หนังสือเล่มนี้แต่งโดยคุณ สุกัญญา มกราวุธ เนื้อหาของหนังสือให้รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนกระทั่งถึงยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ในแต่ละยุคก็จะเจาะรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีกว่ามีกี่สมัย และในแต่ละสมัยมีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีบุคคลสำคัญคนใดบ้าง หรือแม้กระทั่งศิลปวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นๆเป็นอย่างไร นอกเหนือจากการเจาะลึกรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังสอดแทรกประวัติศาสตร์สำคัญๆของประเทศใกล้เคียงญี่ปุ่นอย่างจีน และเกาหลี ผ่านการนำเสนอในรูปแบบของไทม์ไลน์ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจและง่ายต่อการทำความเข้าใจอีกด้วย
หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแค่ทำให้เราเข้าใจในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว เนื่องจากรายละเอียดเหตุการณ์ต่างๆที่ผู้เขียนได้สอดแทรกเข้ามาในเนื้อหานั้นเชื่อมโยงไปสู่บุคลิกและลักษณะความเป็นญี่ปุ่นของชาวญี่ปุ่น ที่ผ่านการหล่อหลอมมาทางประวัติศาสตร์อันแสนยาวนาน จนกลายเอกลักษณ์ของชาวญี่ปุ่น อันเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมาได้ จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อสังคมโลกในปัจจุบัน
และอีกจุดเด่นที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ก็คืออินโฟกราฟิกแสนสวย ที่วาดโดยคุณอโณทัย องกิตติกุล มาประกอบคำบรรยายของคุณ สุกัญญา ซึ่งภาพสวยๆเหล่านั้นช่วยให้จดจำเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น ประกอบกับช่วยส่งเสริมจินตนาการให้เข้าใจถึงลักษณะทางศิลปวัฒนธรรมในแต่ละยุคได้ง่ายเข้าไปอีก
ทางด้านข้อเสียของหนังสือเล่มนี้นั้นก็คือ ภาษาที่ค่อนข้างเป็นทางการ ประกอบกับเป็นประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ซึ่งค่อนข้างจะไกลตัวเรา ทำให้ในบางครั้งต้องทำความเข้าใจในความหมายของคำสำคัญต่างๆที่ปรากฏในแต่ละยุคแต่ละสมัย
การอ่านประวัติศาสตร์ผ่านการสรุปเนื้อหาที่กระชับ และมีภาพประกอบที่ชัดเจนเช่นนี้ ทำให้เราเข้าใจในความเป็นญี่ปุ่นและรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าเลยทีเดียว
ถ้าหากอยากรู้ว่าต้นกำเนิดของชุดกิโมโนที่แท้จริงนั้นมาจากที่ใด และเข้ามาในญี่ปุ่นสมัยใด หรือหากอยากรู้ว่าลัทธิชินโต เกี่ยวข้องกับการสร้างชาติของญี่ปุ่นอย่างไร หนังสือเล่มนี้มีคำตอบค่ะ แล้วทุกคนจะได้เข้าใจคำโปรยบนหน้าปกหนังสือที่ว่า รู้มากกว่าที่เคยรู้ เข้าใจง่ายกว่าที่เคยคิด ฉลาดทันใจในพริบตาอย่างแท้จริงค่ะ


วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Review My little lover (รักหมดใจทรามวัยตัวจิ๋ว 2015) ฉบับนักเพ้อ !!!

Credit ภาพ : http://www.juliaandtania.com/blog/wp-content/uploads/2016/01/mnkmll_ft-460x261.jpg

ความจริงแล้วก็ไม่ได้เป็นรีวิวหรอกนะคะ แต่เป็นแค่ความอยากเพ้อถึงเรื่องนี้ของผู้เขียนแค่นั้นเอง ><
อาจจะไม่โดนใจใครก็ขอโทษไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ :)


ความมหัศจรรย์ คือ สิ่งที่หลายๆคนอาจกำลังค้นหาคำตอบกันอยู่ว่ามีจริงหรือไม่ หรือสามารถเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้หรือเปล่า?

มันคงจะสนุกไม่น้อย ถ้าหากวันหนึ่งเราค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นกับชีวิตเราเอง อย่างเช่น คู่พระนางในเรื่อง My little lover (รักหมดใจ ทรามวัยตัวจิ๋ว) หรือ ในชื่อที่เป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Minami Kun No Koibito

My little lover เรื่องนี้มาจาก มังงะ ของอาจารย์ Shungiku Uchida  นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น ได้รับการตีพิมพ์เมื่อปี 1986-1987 เรื่องนี้ได้รับความนิยมมากจนมีการทำเป็นซีรีส์ขึ้นครั้งแรกในปี 1994 โดยใช้ชื่อว่า Minami's Girl และได้มีการรีเมคขึ้นอีก 2 ครั้ง คือ ในปี 2004 โดยใช้ชื่อว่า Minami's Girlfriend และล่าสุดคือในปี 2015 ในชื่อว่า my little lover ที่ได้พระเอกรูปหล่อ  Taishi Nakagawa มารับบทเป็น Shunichi Minami ประกบคู่กับ นางเอกหน้าใส Maika Yamamoto รับบทเป็น Chiyomi Horikiri ทั้งคู่แสดงได้น่ารักมาก ถ่ายทอดให้เห็นถึงความรักในวัยมัธยมที่แสนกรุบกริบ แต่เป็นความรักที่แท้จริงและบริสุทธิ์ ซึ่งผลักดันให้คู่ช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดมาจากสิ่งมหัศจรรย์ ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้จริงเหมือนดังที่ตำนานพื้นเมืองของหมู่บ้านที่ทั้งคู่อาศัยอยู่ได้กล่าวไว้

สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับทั้งคู่ คือ การที่นางเอกของเรื่อง จิโยมิ เกิดอุบัติเหตุทำให้กลายเป็นคนจิ๋ว ที่มีขนาดตัวเล็กมาก (เพียงแค่หนึ่งนิ้ว) ต้องมาอาศัยอยู่กับพระเอก มินามิคุง เพื่อนบ้านที่แสนเย็นชาของเธอ การอยู่ร่วมกันของทั้งคู่ทำให้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนต่างๆขึ้น จนก่อตัวเป็นความรักขึ้นอีกครั้ง (ย้ำว่าอีกครั้ง) แต่เมื่อมีความรักก็แน่นอนว่าย่อมต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้น

มีคำว่าอุปสรรค หลายคนคงคาดเดาว่า drama แต่ไม่ใช่เลยนะคะ เรื่องนี้ค่อนข้าง comedy ค่ะ แต่ก็แอบ drama พอหอมปากหอมคอ ตามสไตล์ plot เรื่องรักๆใคร่ๆ อ่ะนะ

เรื่องนี้เราชอบ plot มากค่ะ เคยดูตั้งแต่สมัยที่ช่อง 7 นำมาออกกาศตอนเช้า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน (นานมากก) ตอนนั้นยังเด็กมากๆเลย แต่ก็ติดเรื่องนี้เพราะความมุ้งมิ้งของคนตัวโตกับคนตัวเล็กในเรื่อง พอทราบข่าวว่ามีการรีเมคใหม่ ก็ตั้งหน้าตั้งตารอค่ะ พอ version 2015 ออก เราก็ดูหลายรอบมาก เพราะชอบนักแสดง ทั้ง Taishi Nakagawa และ  Maika Yamamoto คือทั้งคู่เข้ากันได้ดีมาก อาจจะดูแข็งๆไปหน่อยสำหรับพระเอก (แต่บทเขาเป็นคนซึนนิดๆนิเนอะ) แต่พอดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์จริงๆค่ะ (เราหลงรักมินามิคุง จนหัวปักหัวปำเลยแหละ 5555) 

version 2015 เนื้อเรื่องค่อนข้างจะแตกต่างไปจาก version เก่า แต่เราก็จำ version เก่าไม่ค่อยได้ จำได้ลางๆแค่ มินามิคุง พระเอกของเรื่องเป็นนักวิ่ง แต่ version 2015 ไม่ได้เป็นนักวิ่ง แต่เล่นเค็นโด้ แทนค่ะ แต่มีสิ่งหนึ่งที่คงไว้เหมือนเดิมก็คือ ความน่ารักระหว่างคนตัวเล็กและคนตัวใหญ่ที่ต้องมาอยู่ร่วมกันค่ะ

ความรักของคนตัวเล็กและคนตัวใหญ่จะหวานชื่นโรแมนติคสักเพียงใด จิโยมิ จะกลับมาเป็นคนปกติได้หรือเปล่า ขอให้ไปติดตามลุ้นกันเองนะคะ

"คนตัวใหญ่กับคนตัวเล็ก ทำไมเธอทั้งคู่ถึงมุ้งมิ้ง ได้ขนาดนี้ พวกเธอรู้ไหม เธอทำให้เราฟิน จิกจนหมอนทะลุไปหลายรูเลย 5555"

"มันก็คงจะดีนะ ถ้าในชีวิตของเรามีสิ่งมหัสจรรย์เกิดขึ้น และสิ่งนั้นมันนำพาความสุขที่แสนมุ้งมิ้งมาให้เรา เหมือนดังที่จิโยมิ กับ มินามิคุง ได้รับ"

                                                                                                                                       Lotus ในวันเพ้อๆ

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วัฒนธรรมแดนปลาดิบฉีกกรอบบทนิยามเส้นขนานได้อย่างไร?

Photo:http://th.priceprice.com/others/news/Hatsune-Miku-Performs-with-Kabuki-Actors-532/

           เจแปน แดนปลาดิบ เป็นดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคงทางวัฒนธรรม ถึงแม้ว่าดินแดนแห่งนี้จะมีความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่วัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งก็ไม่ได้สูญหายหรือลบเลือนไปจากสังคมญี่ปุ่น วัฒนธรรมของดินแดนปลาดิบแห่งนี้ยังคงมั่นคงและเผยแพร่ไปสู่สาธารณชนทั่วโลก จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ใครๆต่างก็รู้จักและพากันยกย่องชื่นชม
            สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ภายใต้ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ภายใต้กระแสของวัฒนธรรมตะวันตกที่ถาโถมเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชีย ญี่ปุ่นยังคงความแข็งแกร่งและมั่นคงทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างไร
            หากจะเปรียบเทียบวัฒนธรรมของญี่ปุ่น เป็นเส้นขนานคู่หนึ่งก็สามารถเปรียบเทียบได้ แต่เส้นขนานคู่นี้กลับพิเศษกว่าเส้นขนานทั่วๆไป เพราะเส้นขนานคู่นี้สามารถฉีกกรอบของบทนิยามเส้นขนานที่ว่า เส้นตรงสองเส้นขนานกันก็ต่อเมื่อเส้นตรงสองเส้นนั้นอยู่บนระนาบเดียวกัน และไม่มีจุดใดที่เส้นทั้งสองจะมาตัดกันได้ได้อย่างสิ้นเชิง
            แล้วเส้นขนานทางสายวัฒนธรรมคู่นี้ฉีกกรอบบทนิยามของเส้นขนานได้อย่างไร?
          ในที่นี้จะขอเปรียบเทียบประเทศญี่ปุ่นเป็นระนายๆหนึ่ง วัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเป็นเส้นตรงเส้นหนึ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆระนาบคือประเทศญี่ปุ่น และความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่กับกระแสของวัฒนธรรมตะวันตกที่กำลังถาโถมเข้ามาเป็นเส้นตรงเส้นใหม่ที่เดินทางเข้ามาควบคู่กับเส้นตรงเส้นเก่าบนระนาบเดียวกันคือแดนปลาดิบแห่งนี้ แต่อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่าเส้นตรงคู่นี้มีความพิเศษ และความพิเศษดังกล่าว คือ เส้นตรงทั้งสองเส้นสามารถเดินทางมาบรรจบ(ตัดกัน)กัน จนเกิดเป็นวัฒนธรรมปัจจุบันของญี่ปุ่นได้ ซึ่งฉีกกกรอบบทนิยามของเส้นขนานได้ด้วยความชาญฉลาดของชาวญี่ปุ่นในการปรับตัวและประยุกต์ผสมผสานเส้นตรงสองเส้นนี้ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้
            หลายคนคงจะรู้จักวัฒนธรรมดั้งเดิมตั้งแต่สมัยโจมงของญี่ปุ่น อย่างเช่น งานฝีมือ อิเกะบะนะ (การจัดดอกไม้) การแสดง คาบูกิ (การแสดงละคร) และพิธีชงชา ผ่านทางสื่อต่างๆที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น และเผยแพร่ออกสู่นานาประเทศ หรือบางครั้งใครที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นอาจจะเคยเห็นหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นใส่ชุดกิโมโนหรือชุดยูกะตะ ออกมาเดินตามงานเทศกาลต่างๆอย่างไม่เคอะเขิน สิ่งเหล่านี้คือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นสามารถหล่อหลอมวัฒนธรรมดั้งเดิมผสานเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ และอนุรักษ์สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันผ่านรุ่นสู่รุ่นได้อย่างน่าประทับใจ
            ชาวญี่ปุ่นเลือกรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม จนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่อันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น แต่ในวัฒนธรรมใหม่นั้นก็ยังคงมีรากฐานและรูปแบบของวัฒนธรรมเก่าอยู่ครบถ้วน สังเกตได้จากสื่อบันเทิงของญี่ปุ่น อย่างเช่น มังงะ แอนิเมะ ซีรีส์ และหนัง ซึ่งเป็นผลมาจากการประยุกต์ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นกับวัฒนธรรมที่รับมาจากตะวันตก สิ่งเหล่านี้กลายเป็นวัฒนธรรมขึ้นชื่อของชาวญี่ปุ่นที่ทั่วโลกต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี
            มังงะ เป็นส่วนหนึ่งของการผสมผสานทางวัฒนธรรม กล่าวคือ พัฒนาการของมังงะนั้นเริ่มมาจากการประยุกต์ศิลปะการวาดภาพแบบอุคิโยเอะ(ศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่น) เข้ากับจิตรกรรมตะวันตกที่ญี่ปุ่นรับเข้ามาเพื่อพัฒนาประเทศให้เท่าเทียมกับชาติมหาอำนาจตะวันตกในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่19
            มังงะ ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิจิตรศิลป์และวรรณกรรมรูปแบบหนึ่ง นักเขียนมังงะจึงสอดแทรกวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นลงในเนื้อเรื่องของมังงะด้วย ตัวอย่างเช่น เรื่อง Pin to Kona (ยอดชายคาบูกิ) ของอาจารย์ ชิมาคิ อะโคะ (Shimaki Ako) ซึ่งเป็นเรื่องราวของการแสดงคาบูกิ อันเป็นวัฒนธรรมด้านการแสดงละครที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น
            ภายหลังเมื่อความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเข้ามาสู่ประเทศญี่ปุ่น มังงะก็เริ่มพัฒนาขึ้นเป็นแอนิเมะ ซึ่งเป็นการ์ตูนภาพเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นที่ได้เผยแพร่ออกสู่นานาประเทศจนกลายเป็นสื่อบันเทิงชนิดหนึ่งที่โด่งดังจากแดนปลาดิบ และเมื่อแอนิเมะได้รับความนิยมมากขึ้น ชาวญี่ปุ่นก็เริ่มนำมาสร้างเป็นซีรีย์หรือหนังที่ใช้คนแสดงจริง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีการในการถ่ายทอดวัฒนธรรมออกสู่กลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เสพงานมังงะหรือแอนิเมะ
            การประยุกต์และผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาเป็นเครื่องมือในการรวมสองวัฒนธรรมให้เป็นหนึ่งเดียวและสามารถบรรจุวัฒนธรรมเก่าแก่ต่างๆไว้อย่างครบถ้วน อย่างเช่น มังงะ วรรณกรรมขึ้นชื่อของญี่ปุ่น ที่ภายหลังอาศัยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยพัฒนาไปเป็นสื่อรูปแบบอื่น ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย เป็นการรวมเส้นตรงสองเส้นให้บรรจบเข้าเป็นจุดเดียวกันได้อย่างชาญฉลาด
วัฒนธรรมปัจจุบันของญี่ปุ่นจึงฉีกกรอบบทนิยามของเส้นขนานในตอนแรกเริ่มได้ เนื่องกระแสของวัฒนธรรมสองเส้นที่เดินทางมาควบคู่กันและดูเหมือนจะไม่สามารถบรรจบหรือรวมเข้ากันเป็นหนึ่งเดียวได้ในตอนแรกเริ่มนั้นสามารถบรรจบกันเป็นหนึ่งเดียวได้ในที่สุด และคำว่าเส้นขนานทางวัฒนธรรมจึงถูกทำลายลง ดังนั้น เส้นขนานทางวัฒนธรรมสองเส้นจึงไม่ได้เป็นเส้นขนานอีกต่อไป

เจแปน แดนปลาดิบแห่งนี้ จึงเป็นดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้ใครหลายคนเข้าไปสัมผัสกับมรดกทางวัฒนธรรมที่งดงามซึ่งเกิดจากการผสมผสานของเส้นตรงทางกระแสวัฒนธรรมสองเส้น ที่แม้จะเป็นเส้นขนานที่แตกต่างกันอย่างสุดโต่ง แต่ก็เป็นเส้นขนานที่สามารถบรรจบกันได้ ณ บริเวณหมู่เกาะทางตะวันออกสุดของโลกแห่งนี้...

หมายเหตุ หากบทความนี้ผิดพลาดประการใด ผู้เขียนก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

























วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2559

ศาลากลางสีชมพู คลังอดีตของชาวราชบุรี

อาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว ยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้องว่าว ที่ก่อสร้างขึ้นตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งเป็นรูปแบบอาคารที่นิยมสร้างกันอย่างแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 5-6 ตั้งเด่น    ตระง่านอยู่ริมถนนวรเดช ใกล้กับหอนาฬิการิมน้ำแม่กลอง ในตัวเมืองราชบุรี
ด้วยลักษณะของตัวอาคารที่สวยเด่นประกอบกับสีชมพูสดใสที่ทาทับลงบนตัวอาคาร ผสมผสานกับกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์ของไทยภายหลังจากการรับอิทธิพลตะวันตก ทำให้ตัวอาคารแห่งนี้มีมนต์เสน่ห์ดึงดูดสายตาของผู้สัญจรไปมาได้เป็นอย่างดี


เดิมทีในสมัยที่ราชบุรีมีสถานะเป็นมณฑลราชบุรี ตัวอาคารแห่งนี้เคยเป็นศาลากลางจังหวัดของราชบุรี ต่อมาในภายหลังได้มีการบูรณะซ่อมแซม และปรับเปลี่ยนตัวอาคารหลังนี้เป็นสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2529 ตามโครงการจัดตั้ง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองของกรมศิลปากร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองหลังนี้ชื่อว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี หรือที่ชาวเมืองราชบุรีเรียกกันว่า ศาลากลางสีชมพูเปิดให้ประชาชนเข้าไปเที่ยวชมได้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2534 โดยใช้เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวร ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ส่วนดังนี้
1.สภาพทางภูมิศาสตร์และธรรมชาติวิทยาของจังหวัดราชบุรี จัดแสดงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและภูมิประเทศของจังหวัดราชบุรีและบริเวณใกล้เคียง โดยมีตัวอย่างของซากดึกดำบรรพ์ ดิน หิน แร่ อัญมณี ที่มีแหล่งกำเนิดในจังหวัดราชบุรีจัดแสดงประกอบ
2.ประวัติศาสตร์และโบราณคดีของราชบุรี จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่พบในจังหวัดราชบุรี เรียงตามลำดับยุคสมัย เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
3.เผ่าชนชาติพันธุ์วิทยาของจังหวัดราชบุรี จัดแสดงเรื่องราวความหลากหลายทางเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ของชาวไทยพื้นถิ่นภาคกลาง ชาวไทยจีน ชาวไทย-ยวน ชาวไทยมอญ ชาวไทยกะเหรี่ยง ชาวไทยลาวโซ่ง ชาวไทยลาวเวียง และชาวไทยเขมรลาวเดิม
4.มรดกดีเด่น ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้านคือ
        4.1มรดกดีเด่นทางวัฒนธรรม เช่น สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว ปูชนียวัตถุที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง ประเพณีวัฒนธรรม เทศกาลงานประเพณีอาหารพื้นบ้านและหัตถกรรมพื้นบ้าน เป็นต้น
        4.2มรดกดีเด่นทางธรรมชาติ ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญทางธรรมชาติ เช่น อุทยานหินเขางู โป่งยุบ แก่งส้มแมว เป็นต้น รวมทั้งต้นไม้และพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดราชบุรี
        4.3บุคคลสำคัญ ได้แก่ บุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ให้แก่จังหวัดในด้านต่าง ๆ เช่น ปูชนียบุคคลที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญทางด้านทหาร การเมืองและการปกครอง รวมทั้งบุคคลสำคัญทางด้านวัฒนธรรมและศิลปินเพลงพื้นบ้านต่าง ๆ
5.ราชบุรีในปัจจุบัน จัดแสดงสภาพทั่วไปของจังหวัดราชบุรีในปัจจุบันด้านต่างๆได้แก่ ด้านการศึกษา การสาธารณูปการ การอุตสาหกรรม การเกษตร ประชากรและที่สำคัญคือ             พระราชกรณียกิจแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อจังหวัดราชบุรี อาทิเช่น สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี โครงการศึกษาวิธีฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม เป็นต้น 


ภายหลัง เมื่อปี 2539 กรมศิลปากรได้ขออนุญาตใช้อาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรี เพื่อปรับปรุงให้เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี 
ตัวอาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรีนั้นได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบการสร้างมาจากสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเช่นเดียวกันกับอาคารศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเดิม โดยลักษณะของตัวอาคารก็คล้ายคลึงกันคือ เป็นตัวอาคารยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้องว่าว แต่ต่างกันตรงที่อาคารหลังใหม่นั้น แบ่งออกเป็นสองชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ ทาทับด้วยสีเหลืองมัสตาร์ด ด้านหน้าก่อเป็นมุขยื่นออกไป ปัจจุบันใช้เป็นอาคารสำนักงานและพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการพิเศษและกิจกรรมต่างๆของพิพิธภัณฑ์

การบริการ

การบริการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ในด้านการบริการนั้น นอกจากจะมีการจัดแสดงนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาด้านต่างๆของเมืองราชบุรีแล้ว ยังเปิดให้มีบริการบรรยายทางวิชาการ และห้องสมุดเพื่อประชาชน ไว้สำหรับให้ประชาชนศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์อีกด้วย

จากกการศึกษา พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรีในครั้งนี้ ทำให้ทราบว่าเวลาหนึ่งวันกับการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองราชบุรี นั้นช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เพราะที่นี่นอกจากจะรวบรวมประวัติศาสตร์ความเป็นมา ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆของเมืองราชบุรีไว้แล้ว ยังให้สัมผัสกลิ่นอายของความอบอุ่นจากสถาปัตยกรรมอันเป็นตัวอาคารจัดแสดงนิทรรศการต่างๆอีกด้วย




ดังนั้น หากท่านต้องการทราบเรื่องราวประวัติความเป็นมาของเมืองราชบุรี ไม่ว่าจะเป็น ในด้านของธรณีวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ศิลปะพื้นบ้าน เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีพ รวมถึงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของกลุ่มชนต่าง ๆ และต้องการสัมผัสกับสถาปัตยกรรมในยุคแรกเริ่มของการรับอิทธิพลตะวันตก พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรีแห่งนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้เป็นอย่างดี เพราะที่แห่งนี้รวบรวมเรื่องราวต่างๆของจังหวัดราชบุรีไว้อย่างครบถ้วน ภายใต้สถาปัตยกรรมอันงดงามที่ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นตะวันตกเข้ากับกลิ่นอายของความเป็นไทย อันสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมในประวัติศาสตร์ภายหลังจากการรับอิทธิพลจากตะวันตกได้เป็นอย่างดี นับได้ว่าตัวอาคารจัดแสดงก็เป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองราชบุรีได้อีกด้วย


ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม
ชาวไทย : 20 บาท
ชาวต่างประเทศ : 100 บาท
สำหรับนักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ ภิกษุ สามเณร นักบวชในศาสนาต่างๆ และแขกทางราชการที่ขอเข้าชมเป็นหมู่คณะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าชม


วันและเวลาทำการ
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรี เปิดบริการทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 09:00-16:00 น.และจะปิดบริการวันจันทร์-วันอังคารรวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์
ข้อมูลการติดต่อ
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรี ตั้งอยู่บนถนนวรเดช ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ 0-3232-1513 โทรสาร.0-3232-7235 

เอกสารอ้างอิง
คมชัดลึก.  2556. “ศาลากลางสีชมพู พิพิธภัณฑ์ราชบุรี. ”  [ระบบออนไลน์]. 
               แหล่งที่มา   http://www.komchadluek.net (6 พฤศจิกายน 2558).
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี”.2558. [ระบบออนไลน์]. 
               แหล่งที่มา  http://www.xn--b3czk4afcy3gxah5a1g4e.com (6 พฤศจิกายน 2558)

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ปรมาจารย์แห่งเรื่องราวของแดนปลาดิบ !!!

ปรมาจารย์แห่งเรื่องราวของแดนปลาดิบ !!!


แดนปลาดิบหรือ ประเทศญี่ปุ่น เป็นดินแดนที่ใครๆต่างก็รู้จัก เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรานั้นล้วนเกี่ยวข้องกับประเทศญี่ปุ่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น รถยนตร์ สิ่งของ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่ความบันเทิงต่างๆ อย่างเช่น แอนิเมชั่น สิ่งเหล่านี้ฝังรากลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยไปโดยปริยาย จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่นั้นมีความรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นบ้างพอสมควร หากแต่ใครเล่าจะมีความรู้เกี่ยวกับประเทศญึ่ปุ่นได้ทุกซอกทุกมุมเท่ากับ นัทคุง หรือ ณัฐพงศ์ ไชยวานิชย์ผล คนไทยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น จนสามารถคว้ารางวัลสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น จากรายการ แฟนพันธุ์แท้ มาได้เมื่อปี 2013
ณัฐพงศ์ ไชยวานิชย์ผล หรือชื่อเล่นว่า นัท แต่ภายหลังเริ่มรู้จักกันในนามของ นัทคุง เนื่องจากมีความรอบรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นมาก
นัทคุง เกิดและเติบโตขึ้นในครอบครัว ไชยวานิชย์ผล ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ช่วงชีวิตในวัยเรียนของเขาผูกพันธุ์อยู่กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เริ่มตั้งแต่สมัยมัธยม เขาเข้าศึกษาที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก็ได้เข้าศึกษาต่อที่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภายหลังจากการเดินทางไปสัมผัสกับประเทศญี่ปุ่นด้วยตนเอง ทำให้เขาหลงใหลมนต์เสน่ห์ของประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาสามปี่ครึ่ง
ด้านชีวิตครอบครัว นัทคุง ได้แต่งงานกับสาวชาวญี่ปุ่น ทำให้คนที่รอบรู้ไปทุกซอกทุกมุมของประเทศญี่ปุ่นอย่างเขานั้น ยิ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นมากขึ้นไปอีก
ด้วยประสบการณ์ความรู้ด้านต่างๆเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นที่ นัทคุง ได้สั่งสมมา ทำให้เมื่อปี 2013 เขาคว้ารางวัลสุดยอดแฟนพันธ์แท้ประเทศญี่ปุ่น จากรายการแฟนพันธุ์แท้มาได้ ทำให้หน้าที่การงานของเขาก้าวหน้ามากขึ้นไปอีก จากที่เคยทำงานเป็นล่าม และทำงานอยู่ในแวดวงการศึกษาอยู่ที่ญี่ปุ่น เขาก็ได้รับการติดต่อจากสำนักพิมพ์แซลมอน ให้เขียนหนังสือให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น และด้วยลักษณะนิสัยเฉพาะตัวของเขา ที่เขาให้คำจัดกัดความกับมันว่า เกรียนที่ถ่ายทอดออกมาผ่านตัวหนังสือ ทำให้เขามีงานเขียนออกมาถึง 3 เล่ม กับทางสำนักพิมพ์แซลมอน คือ JAPAN DID , เอ๊ะ!! เจป๊อป A GUIDE TO JAPANESE POPULATION , เอ๊ะ! เจแปน Exclusive Scoop on Japanese
แต่ก่อนที่ นัทคุง จะได้ชื่อว่า ปรมาจารย์แดนปลาดิบนี้ ใครเล่าจะรู้ว่าเขาต้องพบเจอกับอุปสรรคในการเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อน นั่นคือ เขาเคยติด F ในรายวิชาภาษาญี่ปุ่นในขณะที่ศึกษาอยู่ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่เขาก็ไม่เคยเลิกล้มความตั้งใจที่จะศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองรัก ยังคงสนใจเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น และหาช่องทางให้ตนเองได้มีโอกาสไปศึกษาต่อ ณ ที่แห่งนั้น จนในที่สุดก็สามารถสำเร็จการศึกษาได้ในระยะเพียงสามปีครึ่ง
นัทคุง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ เพราะเขาชอบอะไรก็เรียนรู้สิ่งนั้นอย่างเต็มที่ โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางในขณะที่เขาลงมือที่จะศึกษาเรียนรู้สิ่งเหล่านั้น จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนเองสนใจในที่สุด

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ณัฐพงศ์ ไชยวานิชย์ผล.   Japan Did. กรุงเทพฯ แซลมอน, 2556
                                   ณัฐพงศ์ ไชยวานิชย์ผล  เอ๊ะ !! เจป๊อป A GUIDE TO JAPANESE POPULATION. กรุงเทพฯ แซลมอน เฮ้าส์, 2557



วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

โศกนาฏกรรมนองเลือด ณ เมืองมิวนิก ในระหว่างมหกรรมกีฬาโอลิมิคฤดูร้อน ครั้งที่ 20


เมื่อกล่าวถึงมหกรรมกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อน เชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงการแข่งขันกีฬากระชับมิตรระหว่างประเทศต่างๆที่เข้าร่วมการแข่งขัน หรือบางคนอาจจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยเชียร์กีฬาที่ตนเองชื่นชอบ แต่จะมีใครคาดคิดเล่าว่า มหกรรมกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อนครั้งที่ 20 ปี 1972 ที่จัดขึ้น ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี (หรือที่เรียกกันว่าเยอรมนีตะวันตกในขณะนั้น) จะกลายมาเป็นโศกนาฏกรรมนองเลือด  โอลิมปิคแห่งความเศร้า อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์โอลิมปิค
มหกรรมกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อนครั้งที่ 20 ปี 1972 นั้นเป็นมหกรรมกีฬาที่จัดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2 เป็นช่วงที่สถานการณ์ในยุโรปตกอยู่ในสภาวะของความตึงเครียด อันเป็นผลจากความเสียหายมาจากสงครามโลกครั้งที่2 และความกดดันทางการเมืองที่เกิดจากประเทศมหาอำนาจ 2 ฝ่าย คือ สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต หรือเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงของสงครามเย็น ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 1947-1991 โดยสงครามเย็นเป็นการสร้างแสนยานุภาพทางการทหารของประเทศมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายในยุโรป ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งปกครองด้วยระบอบเสรีประชาธิปไตย และ สหภาพโซเวียต ซึ่งปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ โดยประเทศมหาอำนาจทั้งสองไม่ได้มีการต่อสู้ปะทะกันโดยตรง แต่เป็นการทำสงครามกันทางจิตวิทยา ได้แก่ การแข่งขันกันสร้างพันธมิตรทางทหาร การแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีการทหารและอวกาศ การแข่งขันด้านอุดมการณ์ และการทำสงครามตัวแทน เป็นต้น
มหกรรมกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อนครั้งที่ 20 ก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่ประเทศมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างแสนยานุภาพของประเทศตนเอง เนื่องจากใน 121 ประเทศที่เข้าร่วมแข่งขัน มี สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมด้วย โดยมหาอำนาจทั้งสองพยายามที่จะแสดงศักยภาพทางด้านกีฬาของประเทศตนเองเพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม การแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆที่มีการปะทะกันระหว่างสหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา จึงเป็นการแข่งขันที่ดุเดือด ดูเหมือนการต่อสู้ทางสงครามมากกว่าเป็นการแข่งขันกีฬาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ และเนื่องจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อนครั้งที่ 20 จัดขึ้นในช่วงของสงครามเย็น จึงเกิดเหตุการณ์เลวร้ายอันเป็นที่มาแห่งความเศร้าและโศกนาฏกรรมนองเลือดขึ้นสองเหตุการณ์ ในช่วงเวลาที่มีการจัดการแข่งขัน
เหตุการณ์ที่1 เกิดขึ้นในเวลา 04.30 น. ของวันที่ 5 กันยายน 1972 หรือที่เรียกกันว่า เหตุการณ์กันยายนทมิฬ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่นักกีฬาของประเทศอิสราเอลกำลังหลับอยู่ในหอพักนักกีฬา ก็ได้มีผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์จำนวน 8 คน จากกลุ่มกันยายนทมิฬ (Black September) พร้อมอาวุธปืนและระเบิดมือ บุกเข้าโจมตีหอพักนักกีฬาของอิสราเอล และได้สังหารนักกีฬาอิสราเอลลงทันที 2 คน จากนั้นก็ได้จับตัวนักกีฬาพร้อมเจ้าหน้าที่จำนวน 9 คนเพื่อเป็นตัวประกัน ในการเรียกร้องให้อิสราเอลปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวน 234 คน และที่ถูกคุมขังอยู่ที่เยอรมนีอีก 2 คน แต่รัฐบาลอิสราเอลยังคงปฏิเสธ จึงเกิดการปะทะกัน โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้สังหารณ์ตัวประกันทั้ง 9 คน ภายหลังมีกลุ่มผู้ก่อการร้ายเสียชีวิตจากการการปะทะกัน 5 คน และยอมมอบตัว 3 คน โดยเหตุการณ์นี้กลายมาเป็นโศกนาฏกรรมนองเลือด ในระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อน อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สร้างความหดหู่ ความเศร้าโศกเสียใจให้กับประเทศต่างๆทั่วโลก ธงโอลิมปิคถูกลดลงครึ่งเสา แสดงความเสียใจตลอดการแข่งขัน ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่เศร้าสลดที่สุดในวงการกีฬา
กันยายนทมิฬ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอิสราเอล และเยอรมนี นั้นร้าวฉานลง ล่าสุดเมื่อปี 2012 อิสราเอลได้เผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว  ซึ่งประกอบด้วยเอกสารลับและคำให้การจากอดีตหัวหน้าสายลับอิสราเอล ซึ่งในเอกสารก็ได้ระบุว่า ตำรวจเยอรมันไม่ได้ใช้ความพยายามแม้แต่น้อยที่จะช่วยชีวิตตัวประกัน พลแม่นปืนมีเพียงปืนพกสั้น ขณะที่หน่วยช่วยเหลือตัวประกันก็มาถึงล่าช้า ซึ่งการออกมาเผยแพร่เอกสารดังกล่าวของทางอิสราเอลนั้นแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศยังคงร้าวฉาน อิสราเอลยังคงขุ่นเคืองเยอรมนีอยู่ แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปกว่า 43 ปี แล้วก็ตาม
เหตุการณ์ที่ 2 สงครามเย็นในสนามบาสเกตบอล เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงการแข่งขันบาสเกตบอลนัดชิงชนะเลิศ ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ สหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นประเทศคู่ปรับทางการเมืองกันอยู่ในยุคนั้น หรือเป็นที่รู้จักกันว่า ยุคแห่งสงครามเย็นโดยเหตุการณ์โกลาหล วุ่นวาย ต่างๆนั้นได้เกิดขึ้นในช่วงท้ายเกมส์ของการแข่งขัน ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 3 วินาที ทางฝ่ายโค้ชของทีมโซเวียตได้ทำการขอเวลานอก แต่ทว่ากรรมการชาวบราซิลมองไม่เห็น ซึ่งมาเห็นภายหลังเมื่อทางฝ่ายทีมสหรัฐอเมริกา ได้ชูทลูกแรกผ่านไปแล้ว จึงไม่อนุญาตให้ทางฝ่ายโซเวียตขอเวลานอก เมื่อการแข่งขันจบลง ผลการแข่งขันในครั้งแรกปรากฏว่าทางสหรัฐอเมริกาได้เป็นแชมป์ แต่ทางโค้ชของทีมโซเวียตไม่ยอมรับผลการแข่งขันในครั้งนี้ จึงเข้าไปประท้วงกับคณะกรรมการควบคุมการแข่งขัน ซึ่งผลการวินิจฉัย จากทางคณะกรรมการการแข่งขันมีมติ 3 : 2 ให้ย้อนกลับเริ่มนับเวลา 3 วินาทีใหม่  ซึ่งเมื่อทำการย้อนเวลากลับนั้น ผลการแข่งขันได้พลิกกลับเป็นทางฝ่ายโซเวียตชนะการแข่งขัน ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับการแข่งขัน และไม่ยอมขึ้นแท่นรับเหรียญเงิน จึงเกิดความวุ่นวายขึ้นภายในสนาม โดยสาเหตุที่ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับผลการแข่งขันนั้นก็เพราะว่า ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกามองว่าเป็นการรวมหัวกันโกงจากฝ่ายประเทศคอมมิวนิสต์ เพราะคณะกรรมการที่ตัดสินให้กลับเล่นใหม่ 3 เสียงนั้น มาจากประเทศ ฮังการี โรมาเนีย และ คิวบา ซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ฝ่ายเดียวกับโซเวียตทั้งสิ้น เหตุการณ์ครั้งนี้เรียกได้ว่า เป็นการปะทะกันในรูปแบบของสงครามเย็นระหว่างโลกสองค่าย กลางสนามบาสเกตบอล ซึ่งกลับกลายมาเป็นความเคลือบแครงใจให้กับผู้คน ทำให้โอลิมิคฤดูร้อน ณ เมืองมิวนิค นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำให้กับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาบาสเกตบอล และประชากรของทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น
เหตุการณ์ทั้งสองเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการจัดการแข่งขันตระหนักได้ว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ในอนาคต คือ การรักษาความปลอดภัย จึงส่งผลให้การจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคในครั้งต่อๆมา มีการเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ความอิสระ และความเป็นกันเอง ในระหว่างการแข่งขัน ของนักกีฬาและผู้ชมนั้นลดน้อยลง
กีฬาเป็นการแข่งขันเพื่อการกระชับความสัมพันธ์ของมิตรภาพ ในการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมิคฤดูร้อน ครั้งที่ 20 นั้น ก็เพื่อให้ทั้ง 121 ประเทศที่เข้าร่วมได้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่เหตุการณ์อันเลวร้ายเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ส่งผลให้มหกรรมกีฬาโอลิมิคฤดูร้อน ครั้งที่ 20 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี กลายเป็นมหกรรมกีฬาโอลิมปิค แห่งการปะทะ นองเลือด และแย่งชิงอำนาจระหว่างโลกสองค่ายซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันมากกว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของมิตรภาพ ส่งผลให้มหกรรมกีฬาโอลิมิคฤดูร้อน ครั้งที่ 20 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี กลายเป็นความทรงจำอันโหดร้ายของวงการกีฬา ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงโอลิมปิคฤดูร้อน ครั้งที่ 20 ณ เมืองมิวนิก ผู้คนก็จะระลึกถึงโศกนาฏกรรมแห่งความสูญเสีย การปะทะกันในระหว่างการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจยุโรปในยุคของสงครามเย็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

 ที่มา : 
 http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=mythboard&No=3725

 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99_1972

 http://www.oknation.net/blog/pissit/2008/08/07/entry-1

ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้างต้นมา ณ ที่นี้ด้วย



วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นิราศสนามจันทร ์

นิราศสนามจันทร์ 





จากดินแดนถิ่นฐานรังบินหลา 
เดินเข้ามาสู่นครปฐม
หวังวิชาความรู้เป็นดาบคม 
หวังสั่งสมวิชาเลี้ยงครอบครัว
พ่อแม่ให้เงินส่งเสียมาเล่าเรียน 
ให้ลูกเพียรเรียนจบไม่ต้องกลัว
พ่อแม่บอกส่งได้ยังมีกำลัง 
ลูกได้ฟังใช้เงินไม่ค่อยระวัง
เวลาว่างหาสิ่งที่เพิ่มพลัง 
มือนั้นพลั้งจองแต่ตั๋วเครื่องบิน 
จากแผ่นดินทะยานสู่ทัองฟ้า
ชั่วโมงครึ่งถึงที่รังบินหลา 
สองสามวันก็ยังคิดจะมา 
แต่เมื่อถึงเวลากลับสิบวัน 
ตั๋วเครื่องมันแพงเกินกำลัง 
แต่ก็ยังอยากกลับถิ่นประเทศใต้
รถทัวร์ก็แล้วกันนะแม่จ๋า 
ใช้เวลานานหน่อยแต่ได้กลับ 



กลอนนี้แต่งขึ้นเล่นๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ไพเราะเสนาะหูเท่าไรนัก อีกทั้งสัมผัสก็ไม่ค่อยจะถูกต้องตามฉันทลักษณ์ แต่ก็แต่งขึ้นมาจากใจของเด็กใต้คนหนึ่งที่ต้องจากบ้านไปเรียนไกลถึงนครปฐม ความคิดถึงบ้าน ความอยากกลับบ้านก็ทำให้เขานั้นใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน ด้วยระยะทางที่ห่างไกลกันมากทำให้การเดินทางโดยเครื่องบินเห็นจะเป็นทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดสำหรับเขา แต่เมื่อเศรษฐกิจนั้นย่ำแย่ ราคาตั๋วก็สูงขึ้น การนั่งเครื่องบินกลับบ้านอย่างที่เคยทำเห็นทีจะไม่ได้ เพราะอุปสรรคทางการเงิน แต่ด้วยความคิดถึงบ้านเขาจึงจำต้องนั่งรถทัวร์กลับบ้านเพื่อมาพบกับครอบครัว ถึงแม้ว่าการนั่งรถทัวร์นั้นจะใช้เวลานาน และลำบากมากสำหรับข้าวของพะรุงพะรัง และเด็กผู้ญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง แต่เขาก็ยังกลับมาเพื่อพบกับครอบครัว....

ปล.กลอนนี้แต่งขึ้นเพื่อฝึกพั ฒนาการเขียนของผ ู้ เขียนเท่านั้ น ิ หาก ผิ ดพลาด ประการใดต้องขออภัยว้ ณ  ที่นี้ด้วยค่ะ